เทศน์เช้า วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะนะ ตั้งใจฟังธรรมๆ สัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ได้ตรัสรู้ธรรมไง พยายามขวนขวายค้นคว้าแสวงหานะ ทั้งๆ ที่สร้างบุญบารมีมาเต็มหัวใจนะ คำว่า “เต็มหัวใจ” มันพร้อม แต่ความพร้อมนั้นมันก็ต้องมาฝึกมาฝน มาประพฤติปฏิบัติให้มันเกิดขึ้นได้จริงไง
เวลาเราฟังพวกที่บอกว่าไม่ต้องทำอะไรเลย มันมีอยู่แล้วๆ
มันเป็นไปไม่ได้หรอก แม้แต่พระพุทธเจ้ายังต้องมาขวนขวาย แล้วความเข้าใจๆ ไงว่า คนเราด้วยความเข้าใจว่า คนเราถ้ามันจะตรัสรู้ มันจะตรัสรู้ด้วยมนุษย์ของเรา ก็อดนอนผ่อนอาหาร ทำทุกอย่าง ทำทุกอย่าง ทำทุกอย่างเลย ทรมานร่างกายจนขนหลุดหมดเลยนะ ให้มันสิ้นกิเลสๆ มันก็ไม่ใช่
เวลาถึงที่สุดแล้ว บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ เวลามันสำเร็จ มันสำเร็จในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วมันสำเร็จขึ้นมามันมีที่มาที่ไปไง
เวลามีที่มาที่ไป เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติแล้ว ท่านรู้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย พระอรหันต์แสนกัปๆ ทั้งนั้นน่ะ มีบุญญาธิการมาขนาดนั้นมันยังทุกข์ยังยากขนาดนั้น แล้วอย่างพวกเรามันจะทำอย่างไร
ถ้ามันทำจริงทำจังขึ้นมา เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านถึงพยายามจะพูดให้เราเข้าใจได้ เข้าใจได้ไง
เวลาศีล สมาธิ ปัญญา ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ เขาบอกว่ามันไม่มีอยู่ในพระไตรปิฎก มันไม่มีอยู่ที่นั่น ไม่มีอยู่ที่นี่ เกี่ยงงอนไปหมดเลย
มันจะมีอยู่ในพระไตรปิฎก อยู่ในพระไตรปิฎกนั้นเป็นตัวอักษรภาษาบาลี บาลีสันสกฤต แล้วเวลาแปลเป็นภาษาไทย พอแปลเป็นภาษาไทย ศึกษาแล้วก็อวดว่ารู้อีก แล้วอวดว่ารู้ เวลาปฏิบัติขึ้นมาก็ไม่รู้อะไรเลย
เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านบอกให้วางไว้ ฝึกหัดให้เป็นจริงขึ้นมาจากเรา ฝึกหัดให้มันเป็นจริงขึ้นมาจากเรา สติก็เป็นสติจริงๆ
คนที่มีสติ มีสมาธิ เขาเหยียด เขาคู้ เขาเดินของเขาด้วยความมีสติสัมปชัญญะ ไอ้ของเราเป็นนักบวชขึ้นมา วิ่งกัน ทำอะไรหลุดไปหมดเลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร
เวลามันเป็นจริงๆ มันเป็นจริงขึ้นมาจากหัวใจอันนั้น ถ้ามันเป็นจริงจากหัวใจอันนั้น มันแสดงออกมาพฤติกรรมอันนั้น ถ้าเป็นความจริงๆ เห็นไหม
เวลาสมัยพุทธกาลนะ หมอชีวก หมอชีวกผ่าตัดสมองได้แล้ว เวลาผ่าตัดสมอง อยู่ในพระไตรปิฎก เวลาผ่าตัดสมองนะ เป็นโรคฝีในสมอง หมอชีวกไปดูแล้ว บอก สัญญาเลยว่านอนติดเตียงอย่างนี้ ๗ เดือนได้ไหม บอกได้ พอบอกได้ขึ้นมา เวลาผ่าเขาไม่พลิกไง เขามัดไว้ ๗ วันมันยังทนไม่ไหวเลย พอ ๗ วันทนไม่ไหว เขาก็มาแก้เชือกให้แล้วพลิกกลับมา
เวลาคนไข้หายแล้วนะ เขาถามหมอชีวกว่าทำไมทำอย่างนั้น บอกมันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะอยู่ ๗ เดือน แต่ต้องบอกมันไว้ก่อนเยอะๆ ให้มันทนเอา พอ ๗ วันมันก็จะตายอยู่แล้ว ก็พลิกกลับมา พลิกกลับมาทีละข้าง
เราจะบอกว่า สิ่งที่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก้กิเลส เวลาโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมามันเป็นแบบว่าผู้ที่มีความสามารถพิเศษ นี่มีความสามารถพิเศษ ในปัจจุบันนี้โลกเจริญๆ โลกเจริญ ทางการแพทย์ศึกษาๆ ใครก็รักษาได้ เพราะอะไร เพราะว่าการศึกษามันเจริญใช่ไหม เจริญขึ้นมาแล้วรักษา รักษาที่ไหน รักษาหัวใจของคน รักษาร่างกายของคนไง เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไปหาหมอๆ ไง
แล้วเวลาการศึกษามันเจริญขึ้นมา เมื่อก่อนนะ ไม่มีใครว่าหรอกว่าเจ็บป่วยทางจิต พอมันเจ็บป่วยทางจิตขึ้นมา เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมามันป่วยทางร่างกายและจิตใจ เห็นไหม
แต่เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยมันเป็นเรื่องโรคกรรม โรคกรรมมีเยอะแยะไปหมดเลยนะ จะเข้าอุโมงค์ไหนอย่างไรหาไม่เจอหรอก มันโรคเวรโรคกรรม
แล้วโรคอุปาทาน มันคิดจนมันเป็น
แล้วก็โรคชราคร่ำคร่าตามธรรมชาติของมัน เป็นสัจจะความจริงของมัน เห็นไหม
ฉะนั้น เราเกิดมา เราเกิดมาแล้ว เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีกายกับใจๆ ไง แต่โรคที่สำคัญที่สุด โรคกิเลส โรคกิเลส ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความทุกข์ความยากต่างๆ โรคกิเลสทั้งนั้นน่ะ
แล้วจิตแพทย์ทางวิทยาศาสตร์จะมาวิเคราะห์วิจัยไป ต่อไปเลยว่านิพพานคืออะไรเลยนะ มันเลยเตรียมพร้อมนิพพานใส่พานเลย แล้วบอกว่าใครทำศึกษาอย่างนี้แล้วจะเป็นพระอรหันต์ สิ้นกิเลสไปเป็นพระนิพพาน มันจะศึกษาอย่างนั้นน่ะ แต่ไม่มีอยู่จริงหรอก มันไม่มีอยู่จริงเพราะอะไร
ไม่มีอยู่จริงเพราะเป็นทฤษฎี เป็นการศึกษา ศึกษาค้นคว้าขึ้นมาเป็นทางวิชาการ ถ้ามันเป็นอยู่จริงๆ ครูบาอาจารย์ของเราถ้าเป็นอยู่จริง เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา มันทุกข์ยากแสนเข็ญ
เวลาทุกข์ยากแสนเข็ญนะ เวลาทำสมาธิได้มันมีความสงบระงับเข้ามา เออ! สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตสงบระงับมีความสุขอยู่แล้ว มีความสุขทั้งๆ ที่มีกิเลสเต็มหัวใจนั่นน่ะ
กิเลสเต็มหัวใจ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ กิเลสเต็มหัวใจเลย แต่มันมีความสุขเลย ความสุขเพราะอะไร ความสุขเพราะถ้ามีสัมมาสมาธิ
แล้วถ้ามีครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดให้วิปัสสนาๆ ไง วิปัสสนา การรู้แจ้งในจิตใจของตนไง
การศึกษาของแพทย์ไง ศึกษา ศึกษาเพื่อรักษาคนอื่นไง จิตแพทย์ศึกษามา ศึกษานิพพานก็คือนิพพานไง
นี่ก็เหมือนกันนะ เวลาจิตสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาไง วิปัสสนา เห็นไหม ธรรมโอสถๆ สิ่งที่ธรรมโอสถรู้แจ้งในใจของตน มันจะชำระเข้าไปในใจของตน วิปัสสนา วิปัสสนาคือปัญญาการรู้แจ้งในใจของตน ถ้าปัญญาการรู้แจ้งในใจของตนมันเกิดมาจากไหน เกิดจากการกระทำของตน ถ้าเกิดจากการกระทำของตน โดยการแนะนำของใคร โดยการแนะนำของครูบาอาจารย์ของเรา โดยการชี้นำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมวินัยนี้ไว้ แล้วเราก็ศึกษาธรรมวินัยมาว่ากูรู้ กูแน่ กูเก่ง...เก่งก็ตายหมดน่ะ
มันแน่เก่งขนาดไหน ถ้ามีอำนาจวาสนาๆ เห็นไหม ทุกข์กาย ทุกข์ใจ พวกเราเรื่องของร่างกายปัจจัยเครื่องอาศัยไง ปากกัดตีนถีบหามาเพื่อดำรงชีพ สิ่งที่มีความจำเป็นที่สุดคือปัจจัยเครื่องอาศัย มนุษย์ต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยดำรงชีพ ฉะนั้น ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันสอดคล้องกัน ไม่มีขัดไม่มีแย้งหรอก
กำเนิด ๔ ในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ แล้วกำเนิดแล้วสิ่งมีชีวิตต้องการอาหาร ชั้นพรหม ผัสสาหาร ชั้นเทวดา วิญญาณาหาร สัตว์มนุษย์กวฬิงการาหาร เวลาโลกทัศน์ นี่ไง มโนสัญเจตนาหาร
เจตนาเป็นอาหารด้วยหรือ
เพราะมันเข้าไปไง เวลาสิ้นกิเลสไปแล้ว สิ้นกิเลสไปแล้วเป็นพระอรหันต์ แล้วพระอรหันต์จะสืบต่อกับโลกอย่างไร มันมีที่มาที่ไปนะ นี่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ แต่เรารู้ไม่ได้หรอก เราก็แปลเป็นวิทยาศาสตร์ วิญญาณาหาร ผัสสาหาร ผัสสะก็ผัสสะเรานี่ไง
มันไม่ได้เกิดในภพในชาติใดมันไม่รู้จักหรอก ถ้ามันยังไม่เป็นจริงขึ้นมามันจะรู้ได้อย่างไร มันรู้ไม่ได้ นี่ไง ศึกษามา ศึกษามาก็แล้วแต่ ใครจะขยายความตีความได้วุฒิภาวะสูงต่ำมากน้อยแค่ไหน ถ้าวุฒิภาวะสูงต่ำมากขนาดไหนมันก็ตีความอย่างนั้นน่ะ แล้วตีความแล้วก็ยึดว่าถูกต้องตามพระไตรปิฎกนะ ของมึงถูก ของกูผิดนะ
แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเงียบ
ในมหายานเขาให้แสดงธรรม เขาลุกขึ้นยืนแล้วเม้มปาก แล้วนั่งลงเลย
สมมุติทั้งนั้น นี่กิริยาทั้งนั้น ความจริงไม่มี เวลาจิตสงบขึ้นมาแล้วมันมหัศจรรย์ในจิตของมันนะ เวลามันเกิดปัญญาๆ นี่ไง ความจริงมันอยู่ที่นี่
ศึกษามาเป็นภาคปริยัติ ปริยัติเพื่อปฏิบัติ เวลาปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริง คนที่มีวุฒิภาวะมากน้อยแค่ไหน ถ้ามากน้อยแค่ไหน มันพูดออกมาทั้งหมดน่ะ
หลวงตาท่านบอก เวลาท่านไปไหนท่านฟังเทศน์ ถ้าใครมีวุฒิภาวะ พอพูดออกมาน่ะธรรม ถ้าคนมีคุณธรรมในหัวใจนะ จะปิดจะเม้มอย่างไรมันก็ออกมา เพราะมันพูดโดยธรรมดาไง ธรรมดาพูดโดยความรู้จริงไง ไอ้คนที่เขาจริงน่ะ ใช่
ไอ้อย่างเราไม่มีความรู้อะไรเลย ปีนบันได ปีนก้อนเมฆแล้วนิพพานๆ
เขาไม่เชื่อมึงหรอก ใครจะไปเชื่อมึง นี่อยู่ในพระไตรปิฎกอยู่แล้ว ถ้าเป็นความจริงๆ ขึ้นมา นิพพาน ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ
คนที่มีคุณธรรมนะ ดูสิ เวลาครูบาอาจารย์ของเรา เวลากตัญญูกตเวที เวลาเคารพในธรรมและวินัย หลวงตาท่านพูดประจำว่า หลวงปู่มั่นนะ แม้แต่เวลาท่านจะนั่ง มีตัวอักษร ท่านไม่ยอมนั่งเลย ท่านต้องยกไว้บนหิ้ง ท่านเชิดชูบูชาขนาดนั้น ทั้งๆ ที่เป็นอักษรเฉยๆ นะ ยังไม่ได้เขียนเป็นธรรมะเลย ยังไม่ได้ผสมอักษรเป็นธรรมะ ท่านบอกมันสื่อธรรมะได้
ความสื่อธรรมะ คนที่ใจเป็นธรรมนะ ด้วยเคารพ ด้วยบูชานะ หัวใจ แหม! มันสุดยอด ครูบาอาจารย์ของเรานะ ท่านเคารพพ่อแม่ครูจารย์ของท่านด้วยชีวิต
นี่ไง เวลาพระอานนท์ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเจอช้างตกมัน นี่ไสออกมา เทวทัตไสออกมาจะให้ฆ่าพระพุทธเจ้า พระอานนท์พรวดไปเลย บังไว้ก่อนเลย
“อานนท์ ไม่ใช่เรื่องของเธอ นี่มันเรื่องของเรา”
ท่านแผ่เมตตา ช้างหยุดหมดน่ะ ท่านสละชีวิตเลย
ครูบาอาจารย์นะ เวลาถ้ามันเป็นจริงๆ มันเป็นจริงในใจอันนั้น ถ้าเป็นจริงในใจอันนั้นน่ะ ถ้าใจมันลงแล้ว ไม่มีสิ่งใดหรอกที่จะมากีดมาขวาง มาเป็นการโต้แย้งได้ ไม่มี เป็นไปไม่ได้
เว้นไว้แต่เขากะล่อน ปลิ้นปล้อน หลอกลวง ใส่ไคล้ ยุให้รำ ตำให้รั่ว ให้มันแตกหักกันไป แต่เป็นไปไม่ได้หรอก
เวลาหลวงตาท่านพูดไง โครงการช่วยชาติฯ เห็นไหม ถ้าจะตัดคอ มันก็แค่ใบมีดผ่านเข้าไปในเนื้อ ในกระดูกเท่านั้น มันทำลายธรรมอันนั้นไม่ได้ มันทำลายความรู้สึกที่เป็นธรรมไม่ได้
สิ่งที่เป็นธรรมมันก็คือธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ กราบสัจธรรมที่ในใจของท่านสัมผัส สิ่งที่สัมผัสได้คือความรู้สึก คือใจของคนเท่านั้น สิ่งที่เป็นจิตวิญญาณเท่านั้นถึงสัมผัสธรรมได้
ผัสสะๆ ที่มึงว่าอยู่นั่นน่ะ ผัสสะอะไรของมึง
ถ้าผัสสะๆ ขึ้นมา สติมันก็คือสตินอบน้อม ถ้ามีสมาธิขึ้นมามีความสุข มีความเคารพบูชา ถ้าเกิดมีสัจธรรมขึ้นมา บุคคล ๔ คู่ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มันเคารพบูชานะ เพราะอะไร แลกมาด้วยชีวิต
เวลาเราตรากตรำขนาดไหน แล้วคนที่เป็นธรรมในหัวใจมันจะต้องตรากตรำมาอย่างนี้ มันตรากตรำมาอย่างนี้จนกว่ามันมีคุณธรรมผุดขึ้นมากลางหัวใจแต่ละภพ แต่ละชาติ แต่ละชั้น แต่ละตอน มันทำมาอย่างนี้ นี่ถ้ามันเป็นธรรม มันเป็นธรรมอย่างนั้น
มันไม่ได้เป็นธรรมโดยการจดจำ ไม่ได้เป็นธรรมโดยการกดขี่ ไม่ได้เป็นธรรมโดยการเหยียบย่ำทำลาย ไม่มี ไม่มี
ธรรมเป็นธรรม อยู่ที่ไหนก็ธรรม โลกนี้จะสูญสลายไปมันก็เป็นธรรมอยู่อย่างนั้นน่ะ มันเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ แต่ถ้ามันพยายามจะทำให้มันมี ไม่มีหรอก ไม่มี
เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย เจ็บไข้ได้ป่วยทางร่างกาย เจ็บไข้ได้ป่วยทางร่างกายก็มีการรักษาทางการแพทย์ ต่อไปนี้ก็เป็นการเจ็บไข้ได้ป่วยทางจิต เวลาจิตเป็นไบโพลาร์ เป็นจิต นี่คืออะไร นี่คือทางวิชาการเจริญขึ้นมาเรื่อยๆ นะ แล้วมันก็เป็นเรื่องธรรมดา
เวลาคนมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ต่อไปจะเป็นโรคหมดน่ะ แล้วกินยานะ กินยากดความหลง กินยากดความโลภไว้แล้วมันจะไม่โลภ คนไหนโลภมากๆ กินยาเอาไว้มันจะหาย เวลาคนขี้โกรธนี่กินยาเลย เวลามันจะโกรธ กินยาก่อน กินยาแก้แพ้ แพ้โกรธ ต้องกินยาแก้แพ้ ต่อไปทางวิทยาศาสตร์มันก็ต้องหาเหตุหาผลวิเคราะห์วิจัยไป แต่มันก็เป็นเรื่องโลกๆ
นี่ปริยัติ ปฏิบัติ ถ้าความจริงๆ นะ ความจริงมันเกิดจากการกระทำของเรา มันถึงเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกไง
เวลาเราทุกข์ เราทุกข์ของเรา เวลาเราสุข เราจะสุขของเรา แล้วเพราะความไม่รู้ถึงได้มาเกิด แต่การเกิดเป็นมนุษย์มันก็มีคุณค่ามากอยู่แล้ว แต่มันก็ยังเกิด เกิดมาแล้วมันทุกข์มันยากขนาดไหน นี่เราว่ามันทุกข์มันยากนะ
เวลาครูบาอาจารย์ท่านพูดไง ไอ้ที่ว่าทุกข์ว่ายาก ยังไม่ได้ปฏิบัติอย่าเพิ่งคุย
ไอ้ความทุกข์ความยาก ความทุกข์ความยากประจำธาตุขันธ์ ความทุกข์ความยากประจำชีวิตของเรา เวลาเราเผชิญ นั่งสมาธิภาวนามันทุกข์ยากขนาดไหน เวลากิเลสนะ มันดีดมันดิ้นน่ะ “มึงจะตายแล้ว คนอื่นเขามีความสุขหมด มึงทุกข์อยู่คนเดียวน่ะ คนอื่นเขามีสมบัติมหาศาลเลย เอ็งมีแต่กิเลสขี้ครอกน่ะ”
เวลากิเลสมันพูดทำไม มันตัดแข้งตัดขา มันตัดแข้งตัดขา มันยุมันแหย่ มันหลอกมันล่อให้เราอยากจะเก่งเหมือนเขาไง อ๋อ! เขามีใช่ไหม ก็ไปแข่งกับเขา เขามีความสุขก็จะไปมีความสุขแข่งกับเขา
แข่งกันโลกๆ แล้วมันจะมีการจ้างการวานได้ เห็นไหม แต่จิตสงบแข่งกันไม่ได้ แล้วไม่มีใครซื้อขายได้ด้วย มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก
พ่อแม่รักลูกขนาดไหน ครูบาอาจารย์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านรักลูกศิษย์ขนาดไหน ทำไมท่านไม่ทำให้มันเป็นขึ้นมา เป็นขึ้นมาล่ะ
มีแต่พวกเราเท่านั้นน่ะ เวลาไปอยู่กับท่านพยายามอยู่ในร่มโพธิ์ร่มไทรไง ให้บุญบารมีของท่านครอบหัวใจเราไว้ อย่าให้มันคิดมาก อย่าให้มันทุกข์มาก อย่าให้มันเสียใจมาก อย่าให้มันบีบคั้นเรามาก แล้วพยายามประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เห็นไหม
เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันเป็นจริงเป็นจังในหัวใจอย่างนี้ ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมามันถึงเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก มันถึงเป็นการฆ่ากิเลสจริงตามหัวใจของสัตว์โลกไง นี่ไง ถ้ามันเป็นจริง มันเป็นจริงอย่างนี้
โรคกาย โรคใจ
ร่างกายมันเจ็บช้ำบอบช้ำขนาดไหน ให้หัวใจมันสงบระงับ แล้วถ้ามันวิปัสสนาขึ้นมาเป็น ถ้ามันเป็นเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมา มันเห็นความมหัศจรรย์ของมันๆ เห็นไหม
เวลาเครื่องมือแพทย์มีราคามาก เอาไว้รักษาร่างกายนี้ สารเคมีก็เอาไว้รักษาร่างกายนี้ ศีล สมาธิ ปัญญารักษาหัวใจของเรา แล้วเกิดมรรคเกิดผลขึ้นมาในหัวใจของเรา เราทำเพื่อหัวใจของเรา มันมีธรรมโอสถไง
นี่ไง สิ่งที่เวลามันเป็นจริงขึ้นมาแล้ว ความโลภ ความโกรธ ความหลงจบไปเลย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตา ความโลภ ความโกรธ ความหลงไม่มีในหัวใจของท่านเลย แต่เวลาท่านเทศน์ที โอ้โฮ! มันพลังออกมา
หลวงปู่มั่นเป็นพระอรหันต์มาขนาดไหน เวลาเทศน์ออกมาทุกคนหวาดกลัวไปหมดเลย เราว่านั่นเป็นความโกรธหรือ หลวงตาเวลาธรรมมันพรั่งพรูออกมาเป็นความโกรธหรือ มันเป็นสัจจะเป็นความจริง เห็นไหม
ฝนตกฟ้าร้องมันก็ต้องฝนตกฟ้าร้องเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันตกมาแล้วมันได้ความชุ่มชื่นชุ่มฉ่ำหรือไม่
นี่ก็เหมือนกัน หัวใจที่มันเป็นธรรมมันเข้าใจของมันได้ ถ้ายังเข้าใจไม่ได้ นี่ไง เหมือนกัน
“อู้ฮู! โทสจริต” เขาว่านะ
โทสจริตมันเผาใจดวงนั้น ถ้าโทสจริตนะ มันโกรธจนพูดไม่เป็น พูดไม่ได้หรอก เอ๊อะ! ปากคอค้างเลยล่ะ มันพูดไม่ได้หรอก
แต่ครูบาอาจารย์เราใส่เปรี้ยง เปรี้ยงนะ ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยสัจจะด้วยความจริง เอวัง